°♡" ส่ ง ยิ้ ม "♡°
ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ให้โลกหมดโศกเศร้า
ยิ้ม ใครเล่าช่วยแต่งโลกมีสีสัน
ยิ้ม ใดหนามีค่ากว่าอนันต์
ยิ้ม เรานั้นทำเธอฉันมีสุขใจ
ยิ้ม ไว้เถิดเชิดชูความสุขไว้
ยิ้ม เพื่อให้เสริมสร้างทางมรรคผล
ยิ้ม เท่านั้นที่ช่วยบันดาลดล
ยิ้ม ทุกคนโลกยลยินถิ่นยิ้มงาม
ยิ้ม ช่วยแต่งแต้มฝันดั่งสรรฟ้า
ยิ้ม ด้วยตาจากใจละมุนข้าม
ยิ้ม ให้เธอฝากไปในแสงคราม
ยิ้ม ในนามให้โลกาพาเจริญ
ยิ้ม ต้อนรับขับขานประสานไว้
ยิ้ม ด้วยใจอย่ามองเพียงผิวเผิน
ยิ้ม ได้ดีเพราะใจใสสุขเหลือเกิน
ยิ้ม เพลินๆยิ้มใสๆจากใจกัน
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ธรรมโอสถ 10 อย่าง
1.อย่าถามหาสิ่งที่หายไป แต่ จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
2.อย่าเอาเงินเป็นตัวชี้ขาด แต่ จงเอาความสามารถเป็นตัวชี้นำ
3.อย่าหวังมากกว่าที่เขาให้ แต่ จงให้มากกว่าที่เขาหวัง
4.อย่าพูดอะไรให้ใครเสียใจ อย่าทำอะไรให้ใครเสียคน
5.อย่าชักช้ารีรอ เวลาอาจไม่พอสำหรับอีกชีวิต
6.อย่าเอาปกติของเขามาเป็นปกติของเรา
7.อย่าอารมณ์เสียใส่ใคร อย่าใส่ใจถ้าใครใส่อารมณ์
8.อย่าลงไปเล่นกับหมู เพราะว่าหมูจะสนุก เราจะสกปรก
9.อย่านึกถึงบุญคุณที่เราทำให้แก่ใคร แต่จงนึกถึงบุญคุณคนที่ทำให้กับเรา
10.อย่าเพ่งกรรมของใคร แต่จงเพ่งที่กรรมของเรา
1.อย่าถามหาสิ่งที่หายไป แต่ จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
2.อย่าเอาเงินเป็นตัวชี้ขาด แต่ จงเอาความสามารถเป็นตัวชี้นำ
3.อย่าหวังมากกว่าที่เขาให้ แต่ จงให้มากกว่าที่เขาหวัง
4.อย่าพูดอะไรให้ใครเสียใจ อย่าทำอะไรให้ใครเสียคน
5.อย่าชักช้ารีรอ เวลาอาจไม่พอสำหรับอีกชีวิต
6.อย่าเอาปกติของเขามาเป็นปกติของเรา
7.อย่าอารมณ์เสียใส่ใคร อย่าใส่ใจถ้าใครใส่อารมณ์
8.อย่าลงไปเล่นกับหมู เพราะว่าหมูจะสนุก เราจะสกปรก
9.อย่านึกถึงบุญคุณที่เราทำให้แก่ใคร แต่จงนึกถึงบุญคุณคนที่ทำให้กับเรา
10.อย่าเพ่งกรรมของใคร แต่จงเพ่งที่กรรมของเรา
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557
INFOGRAPHIC รายการ NCDs Reality เพราะรักจึงยอมเปลี่ยนแปลง
https://www.youtube.com/watch?v=08iAfPR2jII
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ความจำเสื่อม
พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน
บทความโดย : หมอแดง ดิอโรคยา
(ขอให้ช่วยกันแชร์ เพื่อประโยชน์ในวงกว้างค่ะ)
เคยเป็นกันบ้างไหมครับ อาการที่บางครั้งเราพยายามจะนึกอะไรซักอย่างให้ได้ แต่มันนึกไม่ออก จะว่าลืมก็ไม่ใช่ เหมือนมันติดอยู่ที่ปากหรือเวลาจะก้าวออกจากบ้านไปทำงาน ทีไรก็ต้องลืมโน่นลืมนี่เป็นประจำ อาการแบบนี้จะเรียกว่าเป็นอาการความจำเสื่อมก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียง
ผมพบคนป่วยหลายรายที่มีอาการ ความจำเสื่อม แต่ที่เห็นได้ชัดเมื่อเร็วๆนี้
คนไข้เป็นผู้ชาย เคยทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งใหญ่โตเชียวล่ะครับ เกษียณมาได้ปีกว่าๆแล้ว พอเกษียณมาได้แล้ว ก็เกิดอาการความจำเสื่อมกำเริบอย่างหนัก มีอาการเหมือนเด็ก จำอะไรไม่ค่อยได้ จะกินจะนอนก็ดูยากไปหมด พูดฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บางครั้งมีอาการซึม บางครั้งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าซีดเหมือนไม่มีเลือดมาเลี้ยง มือสั่นบ้าง ไปหาหมอที่โรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค “พาร์คินสัน” ก็เลยให้ยาสารพัดมากิน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย เป็นที่กลุ้มใจของผู้เป็นภรรยา ที่ต้องคอยดูแลสามีเหมือนเป็นเด็กเล็ก
จากการสอบถามประวัติความเป็นอยู่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ภรรยาของคนไข้ก็บอกว่า ผู้ป่วยก็กินดีอยู่ดี ออกกำลังกายประจำ ผู้ป่วยเป็นวิศวกรใหญ่ จึงน่าเชื่อได้ว่าต้องกินดีอยู่ดีแน่นอน กรรมพันธุ์ก็ไม่มี แล้วเกิดอาการได้อย่างไร หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ ได้แต่รักษาไปตามอาการ ให้วิตามินบ้าง ยาแก้พาร์คินสัน ยาแก้อาการสั่นบ้าง หลายปีแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม
พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่คนไข้ทำพลาดไปก็คือ
เขาดื่มน้ำน้อยมาก วันละไม่เกิน 2 แก้ว ไม่กระหายน้ำก็ไม่ดื่ม น้ำหนักเกือบ 60 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักขนาดนี้ควรดื่มน้ำ 9-10 แก้วต่อวัน แต่นี่ดื่มแค่ 2 แก้ว บวกกับทำงานใช้สมองมาก มีความเครียดด้วย เลือดเมื่อขาดน้ำก็ทำให้เลือดข้นหนืด ทำให้หลอดเลือดไม่มีความยืดหยุ่นเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แล้วเลือดจะฉีดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างไรกัน
ทดลองเอาเครื่องสูบน้ำไปสูบน้ำในปลักวัวปลักควาย ที่วัวควายนอนแช่เป็นน้ำโคลนดูซิว่า เครื่องจะสูบน้ำขึ้นไปได้ไหม สุดท้ายเครื่องก็ต้องพัง ซึ่งเครื่องสูบน้ำก็เหมือนหัวใจคนเรา ที่ต้องสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเลือดมันข้นเหนียว ไม่ช้าหัวใจก็ต้องพัง เส้นเลือดในหัวใจก็อุดตันหมด
ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ก็มีลักษณะเหมือนกัน เขามีอาการความจำเสื่อมหรือสมองไม่ทำงาน ก็เพราะสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เหมือนเราใช้คนให้ทำงานแล้วไม่จ่ายเงินเดือน ไม่ให้ข้าวกิน แล้วเขาจะเอาแรงที่ไหนมาทำงานให้เรา
เลือดนั้นจะนำพาอาหาร อ๊อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าส่วนไหน
เรามัวแต่กินยา กินวิตามิน โดยไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะการดื่มน้ำที่ถูกต้อง คงไม่มีวันที่โรคนี้จะหายได้ ***เพราะยาและวิตามิน ก็เข้าสู่ร่างกายไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำพาไป เพราะเลือดประกอบด้วยน้ำถึง 91% ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญ กับการดื่มน้ำเป็นอันดับแรก โดยถือว่าน้ำเป็นยาวิเศษเลยทีเดียว
@ เมื่อได้แนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำการนวดกระตุ้นฝ่าเท้า และนวดตัว เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทั้งหมด ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าการนวดเท้านั้นเป็นการรักษาเท้า ท่านเข้าใจผิดนะครับ การนวดเท้าสามารถรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยรายนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมได้นวดเท้าและนวดกดจุด จากใบหน้าที่ขาวซีดกลับดูมีเลือดฝาด ดูสดใสขึ้นเยอะ พูดคุยได้ดีขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสกว่าแต่ก่อน มีการตอบสนองที่ดี นั่นแสดงว่าเลือดลมเดินได้ดีขึ้นแล้วนั่นเอง
สรุปแล้วสาเหตุของอาการความจำเสื่อมก็คือ อาการที่เลือดข้นหรือเลือดจาง ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอนั่นเอง ท่านใดที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการดังกล่าวแล้ว ผมว่าทางที่ดีท่านควรจะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ตามที่ผมได้บอกไว้แล้ว อาการความจำเสื่อมจะไม่มาเยือนท่านโดยง่ายแน่นอน
....ป้าศรีขอเติม comment ของคุณหมอ Nart Fongsmut เข้ามานะคะ. คุณหมอเชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุค่ะ .....
"เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะดื่มน้ำไม่พอ/dehydrated เป็นผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ดี สมองที่เสื่อม/หดอยู่แล้วจะfunctionได้ด้อยลงมากมาย พบบ่อยในสถานสงเคราะห์คนชราหรือnursing home ที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากนัก/dependent.."
พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน
บทความโดย : หมอแดง ดิอโรคยา
(ขอให้ช่วยกันแชร์ เพื่อประโยชน์ในวงกว้างค่ะ)
เคยเป็นกันบ้างไหมครับ อาการที่บางครั้งเราพยายามจะนึกอะไรซักอย่างให้ได้ แต่มันนึกไม่ออก จะว่าลืมก็ไม่ใช่ เหมือนมันติดอยู่ที่ปากหรือเวลาจะก้าวออกจากบ้านไปทำงาน ทีไรก็ต้องลืมโน่นลืมนี่เป็นประจำ อาการแบบนี้จะเรียกว่าเป็นอาการความจำเสื่อมก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียง
ผมพบคนป่วยหลายรายที่มีอาการ ความจำเสื่อม แต่ที่เห็นได้ชัดเมื่อเร็วๆนี้
คนไข้เป็นผู้ชาย เคยทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งใหญ่โตเชียวล่ะครับ เกษียณมาได้ปีกว่าๆแล้ว พอเกษียณมาได้แล้ว ก็เกิดอาการความจำเสื่อมกำเริบอย่างหนัก มีอาการเหมือนเด็ก จำอะไรไม่ค่อยได้ จะกินจะนอนก็ดูยากไปหมด พูดฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บางครั้งมีอาการซึม บางครั้งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าซีดเหมือนไม่มีเลือดมาเลี้ยง มือสั่นบ้าง ไปหาหมอที่โรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค “พาร์คินสัน” ก็เลยให้ยาสารพัดมากิน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย เป็นที่กลุ้มใจของผู้เป็นภรรยา ที่ต้องคอยดูแลสามีเหมือนเป็นเด็กเล็ก
จากการสอบถามประวัติความเป็นอยู่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ภรรยาของคนไข้ก็บอกว่า ผู้ป่วยก็กินดีอยู่ดี ออกกำลังกายประจำ ผู้ป่วยเป็นวิศวกรใหญ่ จึงน่าเชื่อได้ว่าต้องกินดีอยู่ดีแน่นอน กรรมพันธุ์ก็ไม่มี แล้วเกิดอาการได้อย่างไร หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ ได้แต่รักษาไปตามอาการ ให้วิตามินบ้าง ยาแก้พาร์คินสัน ยาแก้อาการสั่นบ้าง หลายปีแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม
พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่คนไข้ทำพลาดไปก็คือ
เขาดื่มน้ำน้อยมาก วันละไม่เกิน 2 แก้ว ไม่กระหายน้ำก็ไม่ดื่ม น้ำหนักเกือบ 60 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักขนาดนี้ควรดื่มน้ำ 9-10 แก้วต่อวัน แต่นี่ดื่มแค่ 2 แก้ว บวกกับทำงานใช้สมองมาก มีความเครียดด้วย เลือดเมื่อขาดน้ำก็ทำให้เลือดข้นหนืด ทำให้หลอดเลือดไม่มีความยืดหยุ่นเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แล้วเลือดจะฉีดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างไรกัน
ทดลองเอาเครื่องสูบน้ำไปสูบน้ำในปลักวัวปลักควาย ที่วัวควายนอนแช่เป็นน้ำโคลนดูซิว่า เครื่องจะสูบน้ำขึ้นไปได้ไหม สุดท้ายเครื่องก็ต้องพัง ซึ่งเครื่องสูบน้ำก็เหมือนหัวใจคนเรา ที่ต้องสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเลือดมันข้นเหนียว ไม่ช้าหัวใจก็ต้องพัง เส้นเลือดในหัวใจก็อุดตันหมด
ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ก็มีลักษณะเหมือนกัน เขามีอาการความจำเสื่อมหรือสมองไม่ทำงาน ก็เพราะสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เหมือนเราใช้คนให้ทำงานแล้วไม่จ่ายเงินเดือน ไม่ให้ข้าวกิน แล้วเขาจะเอาแรงที่ไหนมาทำงานให้เรา
เลือดนั้นจะนำพาอาหาร อ๊อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าส่วนไหน
เรามัวแต่กินยา กินวิตามิน โดยไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะการดื่มน้ำที่ถูกต้อง คงไม่มีวันที่โรคนี้จะหายได้ ***เพราะยาและวิตามิน ก็เข้าสู่ร่างกายไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำพาไป เพราะเลือดประกอบด้วยน้ำถึง 91% ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญ กับการดื่มน้ำเป็นอันดับแรก โดยถือว่าน้ำเป็นยาวิเศษเลยทีเดียว
@ เมื่อได้แนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำการนวดกระตุ้นฝ่าเท้า และนวดตัว เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทั้งหมด ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าการนวดเท้านั้นเป็นการรักษาเท้า ท่านเข้าใจผิดนะครับ การนวดเท้าสามารถรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยรายนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมได้นวดเท้าและนวดกดจุด จากใบหน้าที่ขาวซีดกลับดูมีเลือดฝาด ดูสดใสขึ้นเยอะ พูดคุยได้ดีขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสกว่าแต่ก่อน มีการตอบสนองที่ดี นั่นแสดงว่าเลือดลมเดินได้ดีขึ้นแล้วนั่นเอง
สรุปแล้วสาเหตุของอาการความจำเสื่อมก็คือ อาการที่เลือดข้นหรือเลือดจาง ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอนั่นเอง ท่านใดที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการดังกล่าวแล้ว ผมว่าทางที่ดีท่านควรจะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ตามที่ผมได้บอกไว้แล้ว อาการความจำเสื่อมจะไม่มาเยือนท่านโดยง่ายแน่นอน
....ป้าศรีขอเติม comment ของคุณหมอ Nart Fongsmut เข้ามานะคะ. คุณหมอเชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุค่ะ .....
"เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะดื่มน้ำไม่พอ/dehydrated เป็นผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ดี สมองที่เสื่อม/หดอยู่แล้วจะfunctionได้ด้อยลงมากมาย พบบ่อยในสถานสงเคราะห์คนชราหรือnursing home ที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากนัก/dependent.."
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
DIARY ของฉัน
ทำไมเราต้องเขียนไดอารี่ มีประโยชน์อย่างไร?
1. ไดอารี่ คืออะไร?
ไดอารี่คือหนังสือ ประวัติชีวิตในแต่ละวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สำคัญต่างๆ หรือ การบันทึกเรื่องราวๆส่วนตัวสำคัญๆ ที่ควรค่าให้เราจดจำ
ไดอารี่ คือ หนังสือบันทึกประวัติสำคัญของเราในแต่ละวัน แต่ละคนจึงมีโอกาสได้มองย้อนกลับหลังไปว่า เราควรได้ทำอะไรมาบ้าง หรืออาจจะนำมาปรับปรุง และวิเคราะห์ตัวเราเอง จากการอ่านไดอารี่ที่เคยเขียนไว้ ไดอารี่จึงเหมือนข้อสอบของตัวเองในปัจจุบันและเพื่ออนาคต ซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับ สมาชิกชาวมีเดียไทย ที่เขียนบันทึกไดอารี่ ได้ดังนี้
- บททดสอบตัวเอง หรือ การสะท้อนตัวเอง โดยการเขียนถึงอะไรที่เราทำผิด หรือทำถูก ในวันนั้น
- ความจิตใจของผู้เขียนจะพัฒนาขึ้นโดยการย้อนมองดูตัวเองในแต่ละวัน
- ผู้ปกครองของน้องๆที่เขียนไดอารี่ จะเข้าใจลูก ได้มากขึ้นและ ยังอาจจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสอนที่ดีและในทางที่ถูกต้อง
- การบันทึกไดอารี่จะทำให้ทักษะการเรียนรู้ตัวตนของตัวเองพัฒนาขึ้น อาทิเช่น การพิจารณา ความคิด สร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม การใช้ภาษา การแสดงออกความคิดของตนเอง และ ทักษะเรียบเรียงอธิบายซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในช่วงวัยเรียน และชีวิตการทำงานรวมไปถึงตลอดชีวิต
- ผู้เขียนไดอารี่ จะสามารถ ลดการทำผิดพลาดส่วนตัว และเพิ่มพลังในการปรับตัวละปรับปรุงทัศนะคติ
- เมื่อ ใครก็ตามที่เริ่มต้นเขียนบันทึกมาได้ระยะเวลาหนึ่ง จะรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรในแต่ละวันให้ประสบความสำเร็จ การที่ได้เห็นบันทึกที่สะท้อนตนเอง และกระบวนความคิดของตนเอง จะทำให้สามารถมองเห็นเป้าภาพชีวิตของตนเองได้ในมุมกว้าง
ไม่ มีการแบ่งอายุและเพศในการเขียนไดอารี่ การเขียนไดอารี่อาจจะเริ่มต้นได้ตั้งแต่เด็กอายุ 7 ขวบเป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงวัยที่เริ่มต้นเรียนชั้นประถม ไปจนถึงสิ้นอายุขัยเลยทีเดียว เป็นเรื่องง่ายเพราะมนุษย์ทุกคนต้องการกระจกที่สะท้อนและบอกว่าในอดีตนั้น เราทำอะไรไปบ้าง การเขียนไดอารี่ก็จะเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับคนเราเพื่อฟังเสียงจากภายในของ จิตใจตนเอง
ไม่ มีเวลาใดที่กำหนดแน่นอนในการเขียนไดอารี่ แต่เราสามารถเขียนได้ทุกครั้งเมื่อเราเปิดเข้าสู่อินเตอร์เน็ต คุณสามารถเขียนไดอารี่เป็นรายชั่วโมง ทุกครึ่งวันหรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่คุณคิดว่าควรจะบันทึกลงไป ในไดอารี่ประจำวัน ซึ่งการเขียนไดอารี่ลักษณะนี้อาจจะเหมาะกับกลุ่มคนวัยทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับน้องนักเรียนนักศึกษา ก็ต้องการการบันทึกเพื่อตอนความจำของตนเองในแต่ละวันเช่นเดียวกัน
น้อง นักเรียนนักศึกษาอาจจะหาเวลาว่างเพื่อเขียนบันทึกประจำวันของเราในแต่ละวัน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับน้องนักเรียนนักศึกษาอาจจะใช้เวลาเขียน ไดอารี่ตอนก่อนเข้านอนทุกวัน
บันทึก ประจำวันของเรา หมายความว่ามันเป็นของเราอย่างเต็มที่ เขียนไดอารี่ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา หรือเราทำสิ่งนั้นจริง และเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น นอกจากนี้คุณยังสามารถเขียนเกี่ยวกับ ความคิด ไอเดีย ความรู้สึก หรือประสบการณ์อื่นๆ ซึ่งเราควรจะบันทึกไว้ การเขียนไดอารี่จะไม่มีกฎการเขียนตายตัว หรือ สามารถทำตาม แบบฟอร์มที่ Media Thai Dairy จัดทำไว้ให้
ตัวอย่างแบบฟอร์มที่เราอาจจะทำตาม ได้ดังนี้ แบบฟอร์มของการข่าวซึ่ง ประกอบด้วย 'ใคร, ที่ไหน, เมื่อไร, อะไร, เพื่อใคร, ทำไม และอย่างไร (ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าหลัก 6W1H)' และรูปแบบของการเขียนเรียงความแต่ก็ยังคงหลัก 6W1H เช่นเดิม โดยยึดหลัก 3 ส่วน คือ เกริ่นนำ เนื้อหา และสรุปท้าย หวังว่าคงได้ไอเดียไปบ้างแล้วนะครับ เราทุกคนควรต้องเขียนไดอารี่เพื่อเป็นเรื่องราวใน 'ไดอารี่ของฉัน' และเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของเรากัน เราจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อสิ้นสุดวันในแต่ละวัน
การเขียนไดอารี่เป็นสิ่งเพลิดเพลินและมันเปลี่ยนเราให้ดีขึ้นได้ตลอดไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



